
โรคต่างๆ
อาจเป็นสาเหตุของอาการท้องผูกได้
ดังนี้
1.โรคของต่อมไร้ท่อและความผิดปกติของเกลือแร่ในเลือด
เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ
เบาหวานที่มีความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ
แคลเซียมในเลือดสูงกว่าปกติ
2.การมีสิ่งกีดขวางในทางเดินอาหาร
เช่น เนื้องอกในลำไส้
และลำไส้ตีบตัน
3.ผู้ป่วยที่นอนอยู่กับเตียง
ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว
ผู้ป่วยโรคระบบประสาท
4.ยาบางชนิดทำให้ลำไส้ทำงานน้อยลง
เช่น ยาบำรุงเลือดที่มีธาตุเหล็ก ยาแก้ปวดกลุ่มมอร์ฟีน
ยารักษาอาการทางจิตบางอย่าง
ยาลดกรดที่มีเกลืออลูมิเนียม
ผู้ที่มีอาการท้องผูกส่วนมากมักตรวจไม่พบสาเหตุ
ในกลุ่มที่ตรวจไม่พบสาเหตุนี้ประมาณครึ่งหนึ่งเกิดจากภาวะลำไส้แปรปรวน
ประมาณ 1 ใน 3 เกิดจากการเบ่งอุจจาระไม่ถูกวิธี
ที่เหลือเกิดจากลำไส้เคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ
ภาวะลำไส้แปรปรวนเกิดจากลำไส้ทำงานไม่ปกติ
บางครั้งเคลื่อนไหวมากไปก็ทำให้ท้องเสีย
บางครั้งเคลื่อนไหวน้อยไปก็ทำให้ท้องผูก อาการมักเป็นๆ หายๆ
ผู้ป่วยอาจมีอาการท้องผูกเป็นอาการเด่น
และอาจมีอาการปวดท้องหรืออึดอัดท้องร่วมด้วย
ซึ่งจะดีขึ้นเมื่อถ่ายอุจจาระ การกินอาหารที่มีกากมากขึ้น
กินยาที่กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่ในทางเดินอาหาร
หรือกินยาระบายจะช่วยบรรเทาอาการได้
ท้องผูกจากการเบ่งอุจจาระไม่ถูกวิธี 1 ใน 3
ของผู้ป่วยท้องผูกเรื้อรังไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อที่ควบคุมการขับถ่ายให้คลายตัวได้ขณะถ่ายอุจจาระทำให้เกิดอาการท้องผูก
ผู้ป่วยมักต้องใช้เวลาเบ่งอุจจาระนาน บางครั้งนานกว่า 30 นาที
ในรายที่เป็นมากจะไม่ตอบสนองต่อยาระบาย ต้องใช้วิธีสวนทวารช่วย
การสอนให้ผู้ป่วยรู้จักเทคนิคการขับถ่ายที่ถูกวิธีโดยใช้เครื่องมือพิเศษที่แสดงการทำงานของกล้ามเนื้อที่ควบคุมการขับถ่าย
ช่วยให้ 60-70%
ของผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น
ท้องผูกจากการที่ลำไส้เคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ มักมีอาการท้องผูกเรื้อรังและต้องใช้ยาระบายเป็นประจำ
ในรายที่มีอาการท้องผูกมากและใช้ยาระบายไม่ได้ผลอาจจำเป็นต้องผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่ทิ้งไป
วิธีดูแลตนเองเมื่อมีอาการท้องผูก
1.กินอาหารที่มีกากใยมากๆ
เช่น ผัก ผลไม้
ธัญพืช
2.ดื่มน้ำมากๆ
ไม่ควรดื่มกาแฟและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เพราะจะทำให้อุจจาระแห้ง
3.การออกกำลังกาย
การเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น
4.ฝึกขับถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลาทุกวัน
ลำไส้ใหญ่จะมีการเคลื่อนไหวทำให้เกิดความรู้สึกอยากถ่ายวันละ 1-2
ครั้ง มักเกิดขึ้นหลังตื่นนอนและหลังอาหาร
หากกลั้นอุจจาระไว้ในช่วงนั้น
โอกาสที่จะรู้สึกอยากถ่ายในวันนั้นอาจจะไม่เกิดขึ้นอีก
จึงควรถ่ายให้เป็นเวลา
โดยเฉพาะหลังตื่นนอน
5.ไม่ควรทำอย่างอื่นขณะขับถ่าย
เช่น อ่านหนังสือ กรณีที่เป็นส้วมชักโครก
ควรนั่งโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย
เพื่อให้มีแรงเบ่งมากขึ้น
6.หากจำเป็นต้องใช้ยาระบายควรปรึกษาแพทย์
และเริ่มใช้ยาระบายที่ช่วยให้เกิดการขับถ่ายอย่างเป็นธรรมชาติและปลอดภัยก่อน
โดยเฉพาะยาที่ช่วยในการดูดน้ำเข้ามาในอุจจาระหรือลำไส้
หรือสารที่เพิ่มปริมาณกากอาหาร
ที่มา
ผู้หญิงนะคะดอทคอม
|
|